Hokkaido หญิงสวยแห่งอาทิตย์อุทัย
สามครั้งที่ไปญี่ปุ่น ผมถูกจำกัดอยู่ที่กรุง โตเกียวตลอด ไปครั้งล่าสุดเลยกางแผนที่แล้วบอกชัดเจนว่า สถานที่ที่อยากไปเที่ยวมากที่สุดนอกจากโตเกียวคือ ฮ็อกไกโด
ฮ็อกไกโด (Hokkaido) เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น อยู่เหนือสุดของประเทศติดต่อกับประเทศ ที่ยังเป็นไม่เบื่อไม้เมากันพอควร คือ รัสเซีย สูงขึ้นไปจากฮ็อกไกโดไม่มากเป็นเมืองท่า วลาดิวอสต็อก ของรัสเซีย เป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ที่บรรจุระเบิดนิวเคลียร์เต็มอัตราของรัสเซีย จอดเตรียมพร้อมเต็มไปหมด ช่างแตกต่างกับความสวยงามของฮ็อกไกโดเสียนี่กะไร

เมืองโอทารุที่ยังมีหิมะคลุมอยู่ มองเห็นทะเลญี่ปุ่นอยู่เป็นแบ็คกราวน์
นั่งเครื่องบินชั่วโมงกว่าจากโตเกียวก็ลงที่สนามบินใหม่ชื่อ ชิโตเซะ ( Chitose Airport ) ขนาดกลางเดือนมีนาคมซึ่งผ่านพ้นหน้าหนาวมาแล้ว แต่พอออกนอกสนามบิน ลมเย็นจัดก็พัดสาดเข้าทั่วร่าง รีบจับรถไฟแบบหวานเย็นญี่ปุ่น (เร็วกว่ารถด่วนไทย) ไปเมืองซัพโพโรทันที เมืองนี้คนไทยไปเทียวกันเยอะทีเดียว แถมเมื่อส่งท้ายปีเก่าที่ผ่านมา เมืองไทยยังมีหน้ามีตามากขึ้น เมื่อช่างแกะน้ำแข็งชาวไทยชนะการแข่งขันระดับโลก จากการแกะสลักรูปเด็กขี่ควาย
ตลอดสองข้างทางจากสนามบิน เรายังเห็นหิมะปกคลุมอยู่ทั่วไป ทั้งที่จะเข้าฤดูใบไม้ผลิในเดือนเมษายนอยู่แล้ว ถ้าเป็นเมืองไทยก็ใกล้ผลิเหมือนกัน แต่เป็นเม็ดเหงื่อที่ผลิออกเต็มตัวเสียมากกว่า ไปถึง ซัพโพโร (Sapporo) ซึ่งจัดว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับห้าของญี่ปุ่น คณะของเราทั้งหมดเก้าคนท่องเที่ยวกันเอง โดยหนึ่งในสมาชิกพูดภาษาญี่ปุ่นได้แคล่วคล่อง อีกแปดชีวิตเลยพลอยอุ่นใจหายห่วง ที่หมายมั่นปั้นมือมากคือจะต้องกินปูที่เมืองนี้ให้ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าสดอร่อยมาก และขั้นตอนการกินก็พิสดารพอสมควร

เมืองซัพโพโร เป็นเมืองใหญ่อันดับห้าของญี่ปุ่นยามค่ำคืนถ่ายจากหอคอยประจำเมือง
เมื่อถึงสถานีรถไฟใกล้โรงแรม พวกเราต่างลากกระเป๋าออกจากสถานีผ่านลมหนาวในเวลาใกล้ค่ำ ยิ่งค่ำยิ่งหนาวเข้ากระดูกแม้จะสวมถุงมือขนสัตว์แคชเมียร์ ใส่เสื้อกันหนาวหนาพิเศษ และฮู้ดคลุมหัวแล้วก็ตาม
พอโยนกระเป๋าเข้าห้องพักก็ร่อนออกจากโรงแรมทันที ก่อนไปกินปูต้องไหว้ครูกันก่อน ไม่ใช่อะไรหรอก แวะซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อซอสพริกรสชาติไทยๆหนึ่งขวด แม้จะทำในอเมริกาก็เผ็ดสะเด็ดเด่าเพราะทำจากพริก “ฮาบานีโย่” ( Habanero chili ) (ต้องทำเสียงขึ้นจมูกแบบเม็กซิกัน) ที่เลื่องชื่อลือชาว่าเผ็ดที่สุดในโลก ซอสขวดนี้มีส่วนผสมของพริกบดละเอียดดองกับน้ำส้มและเกลือ ส่วนซอสเด็ดอีกชุดเราผสมกันเองโดยซื้อน้ำมะนาวขวด น้ำปลา และพริกป่นจากซูเปอร์มาร์เก็ตเช่นกัน เมื่อมีของรักของหวงพร้อม ก็ออกเดินไปกินปูกันได้อย่างมั่นใจว่ามื้อนี้อร่อยแน่
เมืองซัพโพโรและเมืองโอทารุบนเกาะฮ็อกไกโดมีร้านขายปูมากมาย รวมทั้งร้านที่ต้มขายกันริมถนนเลยก็มีเยอะ แต่ที่พวกเราไปกินเป็นร้านอยู่บนตึกชั้นหก ขายแบบบุฟเฟต์ พอเข้าร้านอาหารก็ต้องได้ยิน “มะเซะ มะเซะ” เสียงดังลั่นเป็นการต้อนรับที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดของทุกร้าน

เมืองโอทารุ มองเห็นเขาเต็งกุอยู่เบื้องหลัง
กติกาสำคัญของบุฟเฟ่ต์ปูก็คือกินได้กินไป จะเติมให้ไม่อั้น แต่ให้เวลากินแค่ 90 นาทีไม่ขาดไม่เกิน พอนั่งโต๊ะ
เก๊ง…ระฆังเริ่ม บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลโดยมีปูเป็นพระเอก ราคาตกเป็นเงินไทยหัวละประมาณหนึ่งพันบาทกำลังจะเริ่ม พวกเราทั้งเก้าคนนั่งกันเต็มโต๊ะ (โชคดีไม่มีคนแพ้ปู สมัยนี้ไม่ใครก็ใครต้องแพ้อาหารอะไรสักอย่าง ไม่รู้เป็นไง!) พอจัดที่ทางกันเรียบร้อย เขาก็เริ่มยกปูมาสองชุดใหญ่ ขาปูยาวมากราวฟุตเศษ ปูพันธุ์นี้เกิดในน้ำทะเลเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง เป็นพันธุ์เดียวกับ “อลาสกาคิงแคล็บ” ( Alaska King crab )ของอเมริกา นอกจากนั้นก็เป็นปูขนตัวใหญ่และกุ้งนึ่งควันโขมงสีแดงแสดน่ากิน พอเห็นอาหารบนโต๊ะ ทุกคนไม่พูดพล่ามทำเพลง คว้าอุปกรณ์อันประกอบด้วยกรรไกร คีม และเหล็กแหลมแคะเนื้อ จัดการกับเปลือกเหลือเพียงเนื้อขาวนุ่มหอมกรุ่นกลิ่นปู ใช้ส้อมจิ้มก้อนเนื้อขนาดใหญ่กว่าหัวแม่มือ จิ้มน้ำจิ้มรสแซบและซอสเผ็ด พอเข้าปาก สวรรค์ก็อยู่แค่เอื้อมบนโต๊ะนั่นเอง อร่อยจริงๆครับเพราะปูสดมาก แค่นึ่งเฉยๆ กินเนื้อหวานมันก็ยอดเยี่ยมชนิดที่หาไม่ได้ในเมืองไทย
กติกาอีกอย่างของร้านมีอยู่ว่า ถ้าอาหารนึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งไม่หมด เขาก็จะไม่เติมให้ แต่พอหมดเขาก็จะมาเติมให้เรื่อยๆ เวลาผ่านไปจนระฆังเตือนเก้าสิบนาที ทุกคนก็อิ่มจนพูดไม่ออก มีซากกุ้งปูอยู่บนโต๊ะเกลื่อน สรุปว่าเราจะไม่กินปูไปอีกหกเดือนหรือหนึ่งปี
จ่ายเงินแล้ว พวกเราเห็นพ้องกันว่า “สุดคุ้ม” ขณะที่กลุ่มเราจะลุกจากโต๊ะ คนในร้านอดถามไม่ได้ว่าเรามาจากไหน คงอยากรู้ว่าทำไมกินจุจัง พวกเราขวยอายขึ้นมากะทันหันเลยบอกลาเจ้าของร้าน เดินออกจากประตูพร้อมปูหลายชีวิตในท้อง

สาวญี่ปุ่นขายปูนึ่งริมถนนที่เมืองโอทารุ

ปูนึ่งวางขายอยู่ข้างถนน
อิ่มท้องแล้วต้องเดินเล่นก่อน มิฉะนั้นคงนอนอึดอัดทั้งคืน เราไปเดินเล่นกันที่สวน “โอโดริ” ซึ่งเป็นสวนสาธารณะเลื่องชื่อของซัพโพโร ประมาณว่าเป็นสนามหลวงของซัพโพโร และเป็นสถานที่จัดงานแกะสลักน้ำแข็งนานาชาติทุกปี และมีเทศกาลเบียร์ด้วย สวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของซัพโพโรทาวเวอร์ อันเป็นหอคอยประจำเมืองสร้างขึ้นเมื่อปี 1957 สูงประมาณตึกเกือบร้อยชั้น เก็บเงินคนละร้อยกว่าบาทเพื่อให้ขึ้นไปชมเมือง
ส่วนเทศกาลสลักน้ำแข็งตรงลานกว้างใกล้หอคอยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1950 เมื่อนักเรียนมัธยมปลายมารวมกลุ่มกัน แกะสลักน้ำแข็งจนได้รูปต่างๆสวยงาม หลังจากนั้นห้าปี ทหารของกองกำลังป้องกันตนเอง ก็ตบเท้ากันเข้ามาแกะสลักน้ำแข็งกันบ้าง จนได้รับความนิยมต่อเนื่องกันมาถึงทุกวันนี้เป็นปีที่ 55

เด็กๆเล่นสกีที่ เขาเต็งกุ
ปัจจุบัน นักแกะสลักน้ำแข็งจากทั่วโลก จะมาชุมนุมแข่งขันกันในเดือนธันวาคมของทุกปี นักสลักน้ำแข็งของไทยพลาดไม่ได้อยู่แล้ว แถมยังฝากฝีไม้ลายมือไว้หลายปี จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวญี่ปุ่นว่าช่างไทยสู้เขาได้ ตลอดช่วงเวลาของงานแกะสลักน้ำแข็งและเลยไปจนหลังปีใหม่ สวน โอโดริแห่งนี้จประดับไฟดวงเล็กๆเต็มสวน เพื่อสร้างบรรยากาศเฉลิมฉลอง และยังช่วยขับให้น้ำแข็งแกะสลัก เกือบร้อยรูปแบบที่ตั้งอวดไว้หลายสัปดาห์ ดูเด่นขึ้นด้วยไฟระยิบระยับเต็มไปหมด
วันรุ่งขึ้น เราตื่นแต่เช้าไปขึ้นภูเขาสัมผัสหิมะ ในเมืองโอทารุที่อยู่ไม่ไกลซัพโพโร กระเช้าลอยฟ้าพาพวกเราขึ้นไปบนเขาเต็งกุที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ เราเห็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยหลายสิบคนเล่นสกีกันอย่างแคล่วคล่อง สถานที่เล่นสกีแห่งนี้ยิ่งใหญ่ ขนาดจัดแข่งขันสกีกระโดดระดับโลกมาแล้วบ่อยครั้ง จากยอดเขาเต็งกุมองลงมาเห็นเมืองโอทารุอันสวยงาม ติดกับทะเลญี่ปุ่นสีครามเข้ม
เมืองโอทารุเป็นเมืองเก่าแก่ สองข้างถนนมีตึกรามบ้านช่องอายุหลายร้อยปี ส่วนใหญ่จะคงสภาพเดิมไว้ ส่วนร้านค้าก็จะเป็นของโบราณ เช่น นาฬิกา โคมไฟ และของประดับ บางร้านก็ขายอาหารทะเลนึ่งสดกันริมถนน ลูกค้าบางคนสามารถชี้เลือก สั่งให้เขาใส่หม้อนึ่งแล้วรอนั่งกินริมถนน แบบเยาวราชของเราก็มีหลายร้าน เดินไปอีกนิดก็พบร้านกล่องดนตรีไขลานหลายรูปแบบใหญ่มาก ทั้งร้านขายกล่องดนตรีอย่างเดียวร้านนี้มีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี และที่ขาดไม่ได้คือร้านกาแฟตบแต่งน่านั่งสวยงาม ขายคู่กับขนมอร่อย บางร้านก็ขาย ช็อกโกเเลต ทั้งร้าน ทำกันให้เห็นสดๆตรงหน้าเลย เป็นที่ตื่นเต้นมาก ฮ็อกไกโดเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านการเกษตร ที่สุดของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจะพูดกันว่านมสดที่อร่อยที่สุดจะมาจากฮ็อกไกโด ผมได้ลองแล้วก็เห็นด้วยว่าทั้งหอมทั้งมัน อย่างนี้นี่เองทำให้ที่นี่ผลิตช็อกโกเเลตที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ขอแนะนำว่าถ้าคุณเป็นแฟนช็อกโกเเลต คุณต้องไปแวะที่สนามบินชิโตเซะ (ขาออก) ในร้านขายของในสนามบินเขาจะมีร้านขายช็อกโกเเลตมากมายหลายสิบร้าน ทุกร้านจะมีช็อกโกเเลตใส่จานวางไว้ด้านหน้าของทุกร้าน ใครจะชิมอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ก็อดซื้อไม่ได้อยู่ดี เพราะอร่อย มาก

มุมเงียบสงบของเมืองโอทารุ ปลายถนนสายนี้สู่ทะเลญี่ปุ่น
นอกจากมีนมและช็อกโกเเลตของอร่อยของเด็กแล้ว น่าแปลกว่าเมืองนี้ยังมีของดีสำหรับคอเบียร์ นั่นคือเบียร์ซัพโพโรนั่นเอง ช่างต่างกันเสียจริงๆ ระหว่าง “เด็กกินนมกับถนนคนเมา” เบียร์ดังกล่าวมีโรงกลั่นผลิตเบียร์ที่สัปโปโร่นี่เองตั้งแต่ปี 1878 และในปัจจุบัน ที่โรงกลั่นดังกล่าวได้ปรับปรุงให้เป็นโรงดื่มเบียร์ขายเบียร์ และเนื้อย่างเจ็งกีสข่านเป็นกับแกล้มสำหรับคอเบียร์ จนไปไฮไล้ท์ของเมืองนี้ไปด้วย
ว่ากันว่าธรรมชาติของฮ็อกไกโดนั้นสวยเยี่ยมกว่าที่อื่นๆของญี่ปุ่น เพราะที่นี่มีบรรยากาศของที่ราบลุ่มเชิงเขาจำนวนมาก เหมาะแก่การเพาะปลูก ชาวเมืองที่เป็นเกษตรกรจะปลูกดอกไม้สวยงามตัดดอกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังปลูกดอกลาเวนเดอร์ ที่เมืองฟูราโน และเมืองบิเอะ ทั้งสองเมืองถ้าเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ดอกลาเวนเดอร์จะออกดอกสะพรั่ง เมื่อบานเต็มที่จะทำให้เขาทั้งหุบเป็นสีม่วงสวยงาม
ลาเวนเดอร์เหล่านี้จะนำไปทำเป็นหัวน้ำหอม ดอกไม้แห้ง และสบู่ นอกจากนั้นยังส่งออกนอกไปยังยุโรปอีกด้วย ดอกลาเวนเดอร์นี้ชาวยุโรป นิยมกันมาก โดยเฉพาะโรงแรมชั้นดีในอังกฤษ จะตัดเป็นช่อเล็กๆวางไว้ที่หมอนในห้องหรูราคาแพง เพื่อความน่ารักและว่ากันว่า ทำให้ผู้ที่นอนกับดอกลาเวนเดอร์นี้จะทำให้หายใจสะดวก และมีความสุขเมื่อตื่นนอน
นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ไม้ดอกที่สำคัญก็คือ ดอกเบญจมาศ เกษตรกรจะปลูกกันมากและเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น เพราะดอกเบญจมาศนี้เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ ปัจจุบันของญี่ปุ่นอีกด้วย ทุกปีจะมีการประกวดดอกเบญจมาศภายในเดือนตุลา การประกวดครั้งนี้เป็นการส่งเสริมการปลูกดอกไม้ และการพัฒนาพันธุ์ไปในตัว
ภาพที่น่าสนใจของฮ็อกไกโดอีกอย่าง ที่นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสธรรมชาติใกล้ชิดคือ ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน ในทางเหนือของแม่น้ำ โตยาฮิร่า จะมีแม่ปลาแซลมอนท้องแก่กระโดดทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ ที่ด้านเหนือของแม่น้ำเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็น
เกาะฮ็อกไกโดนี้มีอากาศหนาวเย็นกว่าทุกแห่ง ในประเทศญี่ปุ่น เพราะอยู่เหนือสุดติดรัสเซีย ในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลบถึง20องศา แต่จะมีช่วงอากาศที่อุ่นที่สุด เพียงสองเดือนคือกรกฎาคมถึงสิงหาคมในสองเดือนนี้ ท่านอาจจะใส่เพียงเสื้อแขนยาวหนาๆสักตัวก็พอ เพราะอากาศช่วงนั้นกำลังพอดีเท่าในห้องแอร์คือ 25 องศาเท่านั้น
ที่ฮ็อกไกโดนี้เป็นที่เที่ยวอีกแบบที่คนบางคนฝันไฝ่อยากจะไป ประมาณว่าถ้าไม่ได้เห็นแสงเหนือออโรร่า (Aurora) จะตายตาไม่หลับ ครับถ้าเราอยากจะท่องเที่ยวแบบนั่งเรือขนาดใหญ่ บรรจุผู้โดยสารสองพันคนท่องไปตามภูเขาน้ำแข็ง ที่ว่าก็จะต้องมาที่ฮ็อกไกโดนี่แหละครับ เพราะญี่ปุ่นเขาก็มีเรือท่องเที่ยวไปดูภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก เหมือนกับทางด้านแคนาดา หรือ อลาสก้าเหมือนกัน แต่เส้นทางจะสั้นกว่า

ร้านเก่าขายโคมไฟ ที่เมืองโอทารุ
เห็นหรือยังครับว่าฮ็อกไกโดที่พาท่านมาเที่ยวนี้มีทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรืออาหารการกิน เบียร์อร่อย ช๊อปปิ้ง แต่ที่แน่ๆประเทศนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนประเทศอื่นจริงๆ เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ทุกย่างก้าวเดินของคนญี่ปุ่นหรือผู้มาเยือน จะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่แปลกหูแปลกตา เขาจะไม่หยุดเลยที่จะคิดของใช้ประจำวัน แม้กระทั่งของเล็กน้อยเช่น ถุงมือให้ความอุ่นแบบแปดชั่วโมงแล้วทิ้ง จนกระทั่งเครื่องปั่นความเร็วสูงทำให้ร่มแห้งก่อนเข้าโรงแรม และตู้หยอดเหรียญขายอาหาร เครื่องดื่ม เหล้า บุหรี่ ที่ติดตั้งอยู่มากมายเรียกว่าเมื่อเดินอยู่ในเมือง ทุกสิบก้าวเดินจะต้องเจอหนึ่งตู้แน่นอน รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ คิกขุเหล่านี้คุณจะไม่พบที่ประเทศอื่นในโลก นี่แหละครับประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่คนช่างคิดประดิษฐ์ได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก.
เรื่องและภาพโดย Thewin



